7 วิธีวางแผนการเงินให้รอดแม้เศรษฐกิจขาลง

หลายคนอาจจะเป็นห่วงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของโลกเรา เช่น ถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมาอาจจะกระทบกับการเงินของเราได้ เราก็เคยเห็นตัวอย่างตอนเศรษฐกิจตกต่ำ ทำเอาหลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน เพราะฉะนั้น วันนี้จะมาบอกเคล็ดลับวางแผนการเงินให้ฟังกันครับ ว่าเราจะสร้างนิสัยวางแผนการเงินเพื่อป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจ หากเกิดอะไรขึ้นมา เราจะได้อยู่รอดปลอดภัยครับ



1
. มีกองทุนฉุกเฉิน

หากเพื่อนๆเก็บเงินอยู่ในกองทุนดอกเบี้ยสูงที่รับประกันความปลอดภัยระดับหนึ่ง เราก็จะแน่ใจได้ว่าเงินของเราจะยังอยู่ครบหากเกิดอะไรขึ้นได้ แถมยังสามารถถอนออกมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ง่าย อย่างเช่น หากเราตกงานหรือมีค่าใช้จ่ายเงินใหญ่ครับ

2. อย่าใช้เงินเกินตัว

ถ้าเพื่อนๆชินกับการใช้เงินอย่างประหยัดและมีเงินเก็บเหลือในทุกวัน ก็เป็นการวางแผนการเงินที่ช่วยให้เรามีความเสี่ยงเป็นหนี้น้อย ถ้าเกิดราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพแพงขึ้น เราก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นครับ ถ้าเราเป็นหนี้อยู่แล้ว เกิดของราคาสูงขึ้นมาเราก็จะหาเงินมาโปะตรงนี้ได้ลำบาก
ถ้าเพื่อน ๆ จะพยายามมากกว่านี้อีกนิด ก็ลองวิธีวางแผนการเงินฉบับครอบครัวแบบนี้ครับ หากเราและคู่ของเรามีรายได้ทั้งคู่ เพื่อนๆลองใช้ชีวิตให้อยู่ในงบประมาณรายได้ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะพอประหยัดได้ เพราะการวางแผนการเงินแบบนี้ ในเวลาปกติ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บเยอะขึ้น แต่ถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งถูกเลย์ออฟกะทันหันขึ้นมา บ้านเราก็จะยังอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนเกินไปครับ

3. มีแหล่งรายได้มากกว่า ทาง
แม้ว่าเรามีงานประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อน ๆ ก็อาจจะลองหารายได้เสริมไว้บ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำออนไลน์ หรือขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเวลางาน เพราะความไม่แน่นอนของธุรกิจในปัจจุบันทำให้เราต้องวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ และเราไม่ควรจะพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียวครับ อย่างน้อยถ้าเพื่อน ๆ ตกงานกระทันหัน ก็ยังมีงานรายได้เสริมที่จะช่วยให้เรามีเงินในช่วงที่หางานใหม่ได้ครับ เผลอ ๆ บางคนจับทางถูก ไม่ต้องง้องานประจำแต่เอางานเสริมมาเป็นรายได้หลักเลยก็มีนะครับ

4. วางแผนการเงินด้วยการลงทุนระยะยาว

ในบางครั้งถ้าเงินที่เราลงทุนไว้ขาดทุนเพราะว่าหุ้นตกก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ขอให้เรามองยาว ๆ ก็น่าจะรู้ว่าตลาดมีวันขึ้นลงเป็นรอบ ๆ และในระยะยาวเพื่อน ๆ ก็สามารถขายทำกำไรได้อยู่แล้ว แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ ถ้าเราใกล้วัยเกษียณแล้ว อาจจะรอไม่ได้ เราต้องวางแผนการเงินอีกแบบ อาจจะย้ายเงินส่วนหนึ่งไปไว้ในกองทุนความเสี่ยงต่ำ หรือเลือกบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงเอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีเงินใช้หลังเกษียณ

5. เข้าใจการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง

แม้ว่ากูรูการลงทุนหลายคนจะชอบพูดว่าอายุเท่านี้ควรจะวางแผนการเงินแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่อายุน้อยควรจะลงทุนแบบความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเพื่อนๆยอมรับความเสี่ยงสูงไม่ได้ ก็อาจจะต้องปรับการลงทุนของตัวเองครับ เราอาจจะต้องดูว่าความหวือหวาของทรัพย์สินแบบไหนที่เราพอรับได้ หากราคาหุ้นที่เราถืออยู่ตกไป 20 เปอร์เซ็นต์แล้วทำให้เรานอนไม่หลับทั้งคืนล่ะก็ เพื่อน ๆ ก็ต้องเปลี่ยนการวางแผนการเงินใหม่ เช่น เอาเงินไปใส่ไว้ในกองทุนที่ราคาไม่ได้ขึ้นลงมากจนเราตกใจแทนครับ แต่อย่างที่พี่หมีบอกไปแล้ว ถ้าเราเข้าใจการลงทุนในระยะยาว เราก็อาจจะต้องอดทนมากขึ้น และวางแผนการเงินให้ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นครับ

6. ลงทุนในหลาย ๆ แหล่ง

เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินคนที่บอกว่าถ้าเราเก็บเงินไว้ที่เดียวจะอันตรายมาก ซึ่งจริงครับ การวางแผนการเงินที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการลงทุนในทรัพย์สินหลายอย่าง เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและกระจายอาการตกใจของเราครับ เช่นถ้าตอนนี้เพื่อน ๆ มีบ้านและมีบัญชีเงินออมทรัพย์ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าถือว่าเราได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 1 อย่างแล้วก็มีเงินสดเก็บไว้ 1 ที่ครับ แนะนำว่าพยายามหาแหล่งทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะถ้าเกิดอันนึงราคาตก อีกอันขึ้น เราก็ยังพอจะอุ่นใจได้อยู่ครับ

7. รักษาคะแนนความน่าเชื่อถือของตัวเองให้ดี

เมื่อเศรษฐกิจขาลง แน่นอนว่าคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือสูงก็จะได้รับอนุมัติเงินกู้ หรือเครดิตได้ง่ายกว่า พี่หมีเลยจะแนะนำให้เพื่อน ๆ วางแผนการเงินให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ สร้างนิสัยการจ่ายบิลให้ตรงเวลา อย่าเปลี่ยนบัตรเครดิตบ่อยและให้สัดส่วนหนี้กับเครดิตที่ได้มีเงินเหลือไว้เยอะๆครับ ซึ่งนิสัยแบบนี้ไม่ได้ดีเฉพาะเวลาขาลงเท่านั้น แต่เป็นนิสัยที่จะทำให้เราไม่ต้องเป็นหนี้ในช่วงเวลาปกติด้วยนั่นเองครับ
 

เศรษฐกิจขาลงดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ถ้าเราวางแผนการเงินให้ดี ก็สามารถป้องกันผลกระทบและรักษาทรัพย์สินของเราไว้ให้ดีได้ครับ เพราะการเก็บเงินและการลงทุนต้องใช้เวลาทั้งนั้น

 สนใจเรื่องวางแผนการเงิน คลิก


เกษียณสุขใจ...เตรียมตัวอย่างไรดี


        พูดถึงเรื่องเกษียณกันเยอะมากช่วงนี้ เพราะบ้านเราตอนนี้กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่มีจำนวนมากกว่าวัยทำงาน
        เมื่อถึงวัยเกษียณทุกคนก้อคงอยากเกษียณกันแบบมีความสุขใจกันใช่มั้ยครับ ขอแนะนำ3วิธีวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณสุขใจไปใช้กันครับ


        เกษียณสุขใจ วางแผนอย่างไรดี
        วางแผนเกษียณควรแบ่งเงินเป็น 3 ส่วน
        1) สร้างสวัสดิการค่ารักษา เพราะตอนแก่ยังไงก็ป่วย หาคนอื่นมาจ่ายแทนดีกว่า แล้วไม่ใช่ไปคิดซื้อเอาตอนแก่ เพราะทั้งแพง และอาจจะทำไม่ได้เพราะสุขภาพไม่ดี ทีนี้จ่ายอานเลยครับ เงินที่หามาทั้งชีวิตจ่ายให้โรงพยาบาลหมด แถมเดือดร้อนลูกหลาน(ถ้ามี) เงินส่วนนี้วางแผนด้วยประกันทั้งหลาย วางแผนดีๆก็ไม่ต้องจ่ายทิ้งด้วยครับ
        2) ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ปัจจัย 4 ที่จำเป็น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่ ยารักษาโรค เงินก้อนนี้เป็น a must!! คือมันต้องมี ห้ามเสี่ยง ห้ามขาดทุน วางแผนเงินส่วนนี้ด้วย กองทุนรวมตลาดเงิน, ประกันบำนาญ จะให้ดีก็เอาแบบที่ลดภาษีได้ด้วย ได้เงินคือไปใช้ขำๆด้วยครับ
        3) ลงทุนให้เงินโต เพื่อใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการ อยากเที่ยวก็ไป อยากกินอะไรก็กิน แต่ถ้าไม่มีส่วนนี้ก็ไม่ตาย ไม่เดือดร้อน พวกนี้จัดไปเลย หุ้น, กองทุนหุ้น, ทองคำ, อสังหาฯ
        ไม่ได้ให้เลือกแบบใดแบบหนึ่งนะครับ ให้จัดสรรเป็นสัดส่วนให้ครบทุกแบบ ตามความจำเป็นและเหมาะสม แล้วคุณจะเกษียณแบบมีความสงบสุขทางใจ

ทุกคนมีเงินล้านได้ แค่เปลี่ยนรายจ่ายเล็กน้อย ให้เป็นเงินออม


ทุกคนมีเงินล้านได้ แค่เปลี่ยนรายจ่ายเล็กน้อย ให้เป็นเงินออม และนำไปลงทุน



ลดการตามใจ ให้รายจ่ายเล็กน้อยที่เป็นประจำ นำมาออมด้วยการลงทุน แล้วคุณจะภูมิใจที่ได้มีเงินล้านในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะ 10ปี 20ปี หรือ30ปี แต่มีแน่นอน



สมัครร่วมงานที่ปรึกษาการเงิน https://form.jotform.me/62262198232454

“วงจรชีวิตกับการเงิน”

สนใจวางแผนการเงิน คลิกเลยครับ

“วงจรชีวิตกับการเงิน”
สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นและเหตุผลที่ทุกๆคนควร “วางแผนการเงิน”
คุณ Sanjay Tolini ที่ปรึกษาการเงินชื่อดัง เขาอธิบายเรื่องวงจรชีวิตของคนได้อย่างเรียบง่ายและน่าสนใจ
ถ้าดูจากในภาพจะเห็นว่า “วงจรชีวิตกับการเงิน” แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ
ช่างที่ 1 : อายุ 0 – 20 ปี ช่วงเวลาของการเรียนรู้และเล่นในวัยเด็ก
ค่าใช้จ่ายทุกอย่างพ่อแม่เป็นคนดูแล
ช่วงที่ 2 : อายุ 20 – 40 ปี ช่วงเวลาเริ่มต้นการทำงานครั้งแรก
ซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก แต่งงาน มีลูก
ช่วงที่ 3 : อายุ 40 – 60 ปี มีการเติบโตในหน้าที่การงาน ย้ายงาน
ซื้อรถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ ส่งลูกเรียน ดูแลครอบครัว
ช่วงที่ 4 : อายุ 60 – 80 ปี ช่วงเกษียณจากการทำงาน
ถึงเวลาของการพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต
ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าครึ่งวงกลมด้านบนวัยเด็กและวัยเกษียณเป็นช่วงที่เรา “ไม่มีรายได้” แต่มี “ค่าใช้จ่าย”
ตอนเด็กยังมีพ่อแม่คอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ตอนเกษียณใครจะมาดูแล ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี
สมมติตอนนี้อายุ 25 คิดว่าจะทำงานถึงอายุ 60 เราจะมีระยะเวลาทำงานหารายได้ 60 – 25 = 35 ปี
ใน 35 ปีนี้เป็นช่วงที่ท้าทายมากๆ เพราะ เป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายต่างๆเข้ามาทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น รถ บ้าน แต่งงาน มีลูก และค่าใช่จ่ายที่ไม่จำเป็นอีกมากมาย
แต่มีกฎธรรมชาติ 4 อย่างที่ทุกคนต้องเจอ คือ
โรคภัย
อุบัติภัย
จากไป
อยู่นานเกินไป
ทั้ง 4 อย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีค่าใช้จ่ายตามมา
สิ่งสำคัญคือเมื่อเรารู้แล้วจะวางแผนรับมือกับมันอย่างไร?
เราคงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปวางแผนตั้งแต่เกิดได้แต่เราเริ่มต้นวันนี้ได้
ใช้เวลา 35 ปีที่เหลือวางแผนให้ดี เริ่มต้นได้แล้ว เพราะมันเป็นช่วงเวลาเดียวที่เหลืออยู่
ใครมีเวลาต้องเริ่มศึกษาและลงมือทำ
ใครไม่มีเวลายิ่งต้องแบ่งเวลามาศึกษาและลงมือทำ
เมื่อเวลาผ่านไปจะได้ไม่ต้องมาบอกกับตัวเองว่า
“รู้งี้….”

ทำงานมาก็นาน รู้มั้ยเราควรมี เงินออม เท่าไหร่?



มนุษย์เงินเดือน ส่วนใหญ่ทำงานหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ ก็เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัว บางคนทำงานทั้งวัน แต่เงินเดือนก็น้อยแบบเดือนชนเดือนอยู่ร่ำไป ส่วนหลายคนทำงานมาก็นมนานหลายสิบปี แต่ก็แทบจะไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่น้อย
เคยสงสัยไหมครับ ที่เราทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ ตัวเราเองควรจะมีเงินเก็บเท่าไหร่แล้ว และเงินเก็บที่เรามีอยู่ มันเพียงพอหรือยังที่จะเหลือใช้แบบสบายๆ ไปจนถึงวันข้างหน้าแล้วหรือยัง
สูตรคำนวณเงินออม ฉบับมนุษย์วัยทำงาน
หลายๆ คนต้องเคยสงสัยกันแน่ๆ ว่าเงินออมเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ามากพอ แล้วเราทำงานมานานขนาดนี้เราควรจะต้องมีเงินออมเท่าไหร่ดี ซึ่งมันก็มี สูตรคำนวณ คร่าวๆ ที่จะสามารถบอกคุณได้นะครับว่าทำงานมาขนาดนี้ ควรมีเงินออมเท่าไหร่แล้ว
เงินออมที่ควรมี = 2 x (อายุปัจจุบัน-อายุที่เริ่มทำงาน) x (เงินเดือนปัจจุบัน+เงินเดือนที่เริ่มทำงาน)
ตัวอย่าง
คุณกระต่ายทำงานมาตั้งแต่อายุ 22 ปี มีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ปัจจุบันคุณกระต่ายอายุ 34 ปี มีเงินเดือนปัจจุบัน 40,000 บาท จากข้อมูลนี้ คุณกระต่ายควรจะมีเงินออมอยู่ที่
2 x (34-22) x (40,000+15,000) = 1,320,000 บาท
ซึ่งเงินออมที่ว่า ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเงินสดเสมอไป 100% โดยเราควรแบ่งสัดส่วนไว้ในสินทรัพย์ต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายในการออมด้วย เช่น
สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น บ้าน ที่ดิน สินทรัพย์ให้เช่า เป็นต้น
สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สลากออมสิน เงินสด เงินฝากออมทรพย์ เงินฝากประจำ ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ เป็นต้น
คุณสามารถ สร้างอนาคตทางการเงิน ที่ดีได้ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้นะครับ เริ่มออมทีละนิดทีละหน่อย สักวันมันจะต้องไปถึงเป้าหมายที่คุณต้องการแน่นอน
#ACTIVE WEALTH
#สร้างมั่งคั่งอย่างมั่นคง

https://form.jotform.me/62262198232454

4 ขั้นตอนวางแผนการเงินและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม

          ด่านแรกของการวางแผนการเงิน  คือ           การสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องก ับการวางแผนบริหารรายร...