19 สิงหาคม 2562

4ขั้นตอนวางแผนการเงินและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม

4ขั้นตอนวางแผนการเงินและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม

ด่านแรกของการวางแผนการเงิน คือ
การสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนบริหารรายรับ - รายจ่าย และหนี้สิน เนื่องจากการที่เราจะเริ่มมีความมั่งคั่งได้ เราก็ต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน เราก็มีรายรับ ขณะที่เรามีรายรับ เราก็มีรายจ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินชีวิต และในการดำเนินชีวิตบางครั้งเราก็อาจจะต้องใช้ "เครดิต" มาช่วยในการบริหารกระแสเงินสด เพื่อให้เรามีสินทรัพย์ที่เราต้องการในวันนี้ (เช่น บ้าน รถ หรือสิ่งของอื่นๆ) เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ รายรับ / รายจ่าย / หนี้สิน อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มี "เงินเหลือ" (Surplus) เพื่อเป็นการออมไว้ใช้ในอนาคตยามที่เราไม่มีรายได้แล้ว (เช่น ตอนเกษียณ) หรือเอาไว้เป็นเงินสำรองเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในทางการเงิน คนเราจะมีความมั่งได้ ต้องเริ่มจากนิสัยทางการเงิน ในการบริหารรายรับ รายจ่ายที่ดีก่อนครับ

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

1) บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ = มีสภาพคล่องสูง สามารถฝากเข้าถอนออกได้ตลอดเวลา แต่ผลตอบแทนต่ำ จึงมีไว้เป็นที่เก็บเงินสำหรับเงินที่ต้องใช้จ่ายประจำ มีเงินเข้าเงินออกสม่ำเสมอ เช่น ไว้จับจ่ายใช้สอย เป็นค่ากินอยู่ในแต่ละเดือนเท่านั้นพอ (ไม่ควรไว้นานกว่านั้น เพราะผลตอบแทนต่ำ) หรืออาจไว้สำหรับเป็นเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินทันด่วน (ควรมีไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนพอ)

2) บัญชีเงินฝากประจำ / เงินฝากสหกรณ์ / เงินฝากอื่นๆ / ตั๋วเงินคลัง / พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น /ตราสารหนี้ระยะสั้น = มีสภาพคล่องต่ำกว่าออมทรัพย์ (ถูกบังคับให้ต้องฝากต่อเนื่อง เช่น ตั้งแต่ 1-3 ปี) แต่ผลตอบแทนสูงกว่า จึงเหมาะกับการเป็นที่พักเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำ เพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือเก็บออมไว้สำหรับเป้าหมายระยะสั้น-กลาง ภายใน 1-3 ปี (เช่น เก็บเงินแต่งงาน, ดาวน์บ้าน/รถ, ท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น)

3) กองทุนรวมตลาดเงิน = เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในเงินฝากหรือพันธบัตรระยะสั้นหลายๆที่ จุดเด่นคือ มีสภาพคล่องสูงกว่าเงินฝากประจำ สามารถเอาเงินเข้าออกบัญชีกองทุนได้ตลอด (ใช้เวลารอ 1 วันหลังส่งคำสั่งซื้อหรือขายกองทุน) แต่มีอัตราผลตอบแทนพอๆกัน (ประมาณ 1.5-2% ต่อปี) จึงเหมาะสำหรับไว้เป็นที่พักเงินระยะสั้นที่เหลือจากการใช้จ่าย แทนที่บัญชีออมทรัพย์เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือใช้เป็น "ศูนย์กลางในการบริหารเงินระหว่างบัญชีธนาคารต่างๆ" ก็ได้ เพราะบางกอง สามารถผูกได้หลายบัญชีธนาคาร (ไม่เฉพาะธนาคารที่เป็นเจ้าของกองทุน) สามารถส่งคำสั่งซื้อกองทุน จากบัญชีธนาคารไหนๆ แล้วส่งคำสั่งขายกองทุน เพื่อเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารไหนๆ ก็ได้ (สะดวกกว่าการไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารหนึ่ง แล้วเดินไปฝากอีกธนาคารหนึ่ง เพราะสามารถทำผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย)

4) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น-กลาง (ระยะเวลาสัญญา3-7 ปี)= เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อบังคับให้เราออมเงิน จะได้เก็บเงินให้อยู่เป็นเงินก้อนใหญ่ โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงด้วย นั่นเอง

5) บัตรเครดิต = เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารกระแสเงินสดเพื่อความสะดวก ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพกเงินเยอะๆไปจ่ายเป็นก้อนเดียว แต่สามารถจ่ายทีหลัง หรือทยอยจ่ายได้ (เช่นพวก ผ่อน 0%) ทำให้เราไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว เราจึงสามารถนำเงินไปบริหารจัดการเรื่องอื่นๆได้ แล้วสามารถทยอยจ่ายได้ในอนาคต ***แต่สำคัญว่า เราต้องมีเงินเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้นแล้วเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีเงินจ่ายคืนชัวร์ๆ ไม่โดนชาร์จดอกเบี้ยสูงๆ (เฉลี่ย 20% ต่อปี) นอกจากนั้น ก็มีไว้เพื่อใช้สิทธิพิเศษ หรือโปรโมชั่นลดราคา หรือสะสมคะแนนในการใช้จ่ายต่างๆอีกด้วย

6) การใช้สินเชื่อเงินกู้ (O/D / P/N)= เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาใช้บริหารสภาพคล่องในธุรกิจ หรือลงทุนระยะยาว หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาก็ใช้เพื่อกู้ซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาสูง เช่น บ้าน รถ ตามความจำเป็น ข้อสำคัญคือ ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ และต้องมีศักยภาพในการผ่อนชำระที่เหมาะสม

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

การปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection)

เมื่อเราบริหารรับ / รายจ่าย / หนี้สินได้ดี จนมีเงินเหลือ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เราก็ควรจะปกป้องคุ้มครองเงินเหลือที่เราหามาได้ซะก่อน เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บไข้ได้ป่วยหนักๆหรือเป็นโรคร้ายแรง, ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งต้องเสียค่ารักษาแพงๆ, เป็นคนทุพพลภาพ ทำงานไม่ได้ไม่มีรายได้ แต่ยังมีชีวิต ยังมีรายจ่าย หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังขาดคนหารายได้มาเลี้ยงดู รวมไปถึงความสูญเสียในทรัพย์สินต่างๆ เช่น รถ บ้าน ธุรกิจ จากอุบัติเหตุ (รถชน ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ) เราจึงต้องถ่ายโอนความเสี่ยงเหล่านี้ให้คนอื่น โดยการจ่ายเบี้ยประกันเล็กน้อย แลกกับวงเงินความคุ้มครองที่สูง ซึ่งก็คือ "การทำประกัน" นั่นเอง

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

1) ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา) = ไว้สำหรับปกป้องความเสี่ยง ไม่ให้คนข้างหลังเดือดร้อน หากเราจากไปอย่างกะทันหัน

2) ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ (รวมถึงประกันโรคร้ายแรงและทุพพลภาพ)= ไว้สำหรับคุ้มครองค่ารักษาแพงๆ มีเงินชดเชย รองรับกรณีเป็นโรคร้ายแรงหรือทุพพลภาพ

3) ประกันภัย (ประกันทรัพย์สิน) = มีไว้คุ้มครองความเสียหายของทรัพย์สิน ให้เราได้รับเงินชดเชย
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
เพิ่มพูนความมั่งคั่ง (Wealth Accumulation)

เมื่อเรามีเงินเหลือ และเงินเหลือได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีแล้ว เราก็นำเงินที่เหลือไปต่อยอด เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้อย่างสบายใจ เพื่อให้เงินที่เรามีเติบโตเป็นก้อนใหญ่ไว้ใช้อย่างเพียงพอในวันที่เราไม่มีรายได้ในอนาคต (ตอนเกษียณ) ซึ่งก็คือ "การลงทุน" นั่นเอง นอกจากนั้น ระหว่างทางที่เราทำงาน มีรายได้ เราก็ต้องเสียภาษี จึงต้องมี "การวางแผนภาษี" เพื่อดึงรายได้ของเรากลับมาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

1) หุ้นสามัญ / ตราสารทุน (Equity) = ผู้ถือมีฐานะเป็น "เจ้าของ" บริษัท ได้รับผลตอบแทนเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend) ที่ไม่แน่นอน (ขึ้นอยู่กับนโยบายและผลประกอบการของบริษัท)

2) หุ้นกู้ / ตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว / พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond / Debentures) = ผู้ถือมีฐานะเป็น "เจ้าหนี้" ของผู้ที่ออก ได้รับผลตอบแทนเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น (Capital Gain) หากมีการซื้อขายกันในตลาด และดอกเบี้ย (Interest) ที่จ่ายคงที่ แน่นอน

3) อสังหาริมทรัพย์ (Property)= ลงทุนเพื่อหวังรายได้จาก "ค่าเช่า" และ/หรือ ราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

4) ทองคำ (Gold) = หวังผลกำไรจากราคาที่สูงขึ้น หรือถือไว้ เพื่อรักษามูลค่าของเงินลงทุน

5) อนุพันธ์ (Derivatives) เช่น Futures, Options = ใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยการทำสัญญาว่าจะซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้า หรือใช้เป็น "คานงัด" (Leverage) เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น ด้วยเงินลงทุนที่น้อยลงกว่าการไปลงทุนในหุ้นนั้นโดยตรง

6) อัตราแลกเปลี่ยน (Forex) = หวังผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป

7) กองทุนรวม (Mutual Fund)= หวังผลเหมือนกับการไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆเองโดยตรง แต่มีความสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องคัดเลือกสินทรัพย์เอง ไม่ต้องบริหารจัดการเอง หากเป็น RMF / LTF ก็จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

😎 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับราชการ = เป็นเครื่องมือในการลงทุนอัตโนมัติจากบริษัทที่ทำงาน คาดหวังผลลัพธ์เช่นเดียวกับการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป และได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

9) ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ระยะยาว (แบบสะสมทรัพย์ ระยะยาว 7 ปีขึ้นไป, แบบบำนาญ) = ใช้เพื่อต้องการการันตีเงินส่วนที่จำเป็นในอนาคต ผลตอบแทนต่ำ แต่มีความแน่นอน และได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

ส่วนจะเลือกลงทุนในอะไร ก็แล้วแต่ความชอบ ความต้องการ ความรู้ ความถนัด หรือลงทุนในหลายๆสินทรัพย์ ตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนที่วางแผนไว้ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ ในความเสี่ยงที่รับได้ ก็ได้ครับ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
การส่งมอบความมั่งคั่ง” (Wealth Distribution) เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้
ในการบริหารจัดการความมั่งคั่ง เพราะจะช่วยให้สิ่งที่คุณสร้างสมและเก็บรักษามาตลอดชีวิตถูกจัดสรรให้แก่คนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งการแบ่งปันให้กับผู้อื่นตามที่คุณต้องการ โดยหัวใจหลักของการส่งมอบความมั่งคั่งก็คือ “การวางแผนมรดก” ที่จะช่วยส่งผ่านความมั่งคั่งร่ำรวยจากรุ่นสู่รุ่น แถมยังช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะถูกสืบทอดไปตามเจตนารมณ์ของคุณ
หลังจากที่คุณได้สร้างและสะสมความมั่งคั่งของตนเองมาระดับหนึ่ง ก็ถึงเวลาคิดและถามตัวเองว่าตอนนี้คุณมีทรัพย์สินอะไรบ้าง? แต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่? หรือหากวันนี้คุณเป็นอะไรไป ทายาทจะได้รับมรดกอย่างที่คุณอยากยกให้หรือไม่?
เป็นไปได้ว่า...ถ้าคุณไม่ได้มีการวางแผนและตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สมบัติของคุณอาจตกไปอยู่กับคนที่คุณไม่ได้ตั้งใจจะมอบให้ก็เป็นได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นตามข่าวหน้าหนึ่งอยู่บ่อยๆ... ญาติพี่น้องทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงมรดก หรือลูกนอกสมรสออกมาเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สมบัติ หนักเข้าก็ถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เสียทั้งชื่อเสียงและเงินทอ
ขั้นตอนนี้อาจจะไม่ได้ใช้สินค้าทางการเงินเป็นหลัก แต่จะใช้ "กระบวนการ" มากกว่า เช่น การจัดทำพินัยกรรม, การวางแผนส่งมอบธุรกิจ, การจัดตั้งกองทรัสต์, การตั้งธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ หากจะใช้สินค้าทางการเงิน ก็เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพื่อสร้างเงินมรดกการันตีให้ลูกหลาน เมื่อเราจากไป ก็ได้ครับ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

19 เมษายน 2562

7 วิธีวางแผนการเงินให้รอดแม้เศรษฐกิจขาลง

หลายคนอาจจะเป็นห่วงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของโลกเรา เช่น ถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมาอาจจะกระทบกับการเงินของเราได้ เราก็เคยเห็นตัวอย่างตอนเศรษฐกิจตกต่ำ ทำเอาหลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน เพราะฉะนั้น วันนี้จะมาบอกเคล็ดลับวางแผนการเงินให้ฟังกันครับ ว่าเราจะสร้างนิสัยวางแผนการเงินเพื่อป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจ หากเกิดอะไรขึ้นมา เราจะได้อยู่รอดปลอดภัยครับ



1
. มีกองทุนฉุกเฉิน

หากเพื่อนๆเก็บเงินอยู่ในกองทุนดอกเบี้ยสูงที่รับประกันความปลอดภัยระดับหนึ่ง เราก็จะแน่ใจได้ว่าเงินของเราจะยังอยู่ครบหากเกิดอะไรขึ้นได้ แถมยังสามารถถอนออกมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ง่าย อย่างเช่น หากเราตกงานหรือมีค่าใช้จ่ายเงินใหญ่ครับ

2. อย่าใช้เงินเกินตัว

ถ้าเพื่อนๆชินกับการใช้เงินอย่างประหยัดและมีเงินเก็บเหลือในทุกวัน ก็เป็นการวางแผนการเงินที่ช่วยให้เรามีความเสี่ยงเป็นหนี้น้อย ถ้าเกิดราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพแพงขึ้น เราก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นครับ ถ้าเราเป็นหนี้อยู่แล้ว เกิดของราคาสูงขึ้นมาเราก็จะหาเงินมาโปะตรงนี้ได้ลำบาก
ถ้าเพื่อน ๆ จะพยายามมากกว่านี้อีกนิด ก็ลองวิธีวางแผนการเงินฉบับครอบครัวแบบนี้ครับ หากเราและคู่ของเรามีรายได้ทั้งคู่ เพื่อนๆลองใช้ชีวิตให้อยู่ในงบประมาณรายได้ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะพอประหยัดได้ เพราะการวางแผนการเงินแบบนี้ ในเวลาปกติ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บเยอะขึ้น แต่ถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งถูกเลย์ออฟกะทันหันขึ้นมา บ้านเราก็จะยังอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนเกินไปครับ

3. มีแหล่งรายได้มากกว่า ทาง
แม้ว่าเรามีงานประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อน ๆ ก็อาจจะลองหารายได้เสริมไว้บ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำออนไลน์ หรือขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเวลางาน เพราะความไม่แน่นอนของธุรกิจในปัจจุบันทำให้เราต้องวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ และเราไม่ควรจะพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียวครับ อย่างน้อยถ้าเพื่อน ๆ ตกงานกระทันหัน ก็ยังมีงานรายได้เสริมที่จะช่วยให้เรามีเงินในช่วงที่หางานใหม่ได้ครับ เผลอ ๆ บางคนจับทางถูก ไม่ต้องง้องานประจำแต่เอางานเสริมมาเป็นรายได้หลักเลยก็มีนะครับ

4. วางแผนการเงินด้วยการลงทุนระยะยาว

ในบางครั้งถ้าเงินที่เราลงทุนไว้ขาดทุนเพราะว่าหุ้นตกก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ขอให้เรามองยาว ๆ ก็น่าจะรู้ว่าตลาดมีวันขึ้นลงเป็นรอบ ๆ และในระยะยาวเพื่อน ๆ ก็สามารถขายทำกำไรได้อยู่แล้ว แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ ถ้าเราใกล้วัยเกษียณแล้ว อาจจะรอไม่ได้ เราต้องวางแผนการเงินอีกแบบ อาจจะย้ายเงินส่วนหนึ่งไปไว้ในกองทุนความเสี่ยงต่ำ หรือเลือกบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงเอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีเงินใช้หลังเกษียณ

5. เข้าใจการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง

แม้ว่ากูรูการลงทุนหลายคนจะชอบพูดว่าอายุเท่านี้ควรจะวางแผนการเงินแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่อายุน้อยควรจะลงทุนแบบความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเพื่อนๆยอมรับความเสี่ยงสูงไม่ได้ ก็อาจจะต้องปรับการลงทุนของตัวเองครับ เราอาจจะต้องดูว่าความหวือหวาของทรัพย์สินแบบไหนที่เราพอรับได้ หากราคาหุ้นที่เราถืออยู่ตกไป 20 เปอร์เซ็นต์แล้วทำให้เรานอนไม่หลับทั้งคืนล่ะก็ เพื่อน ๆ ก็ต้องเปลี่ยนการวางแผนการเงินใหม่ เช่น เอาเงินไปใส่ไว้ในกองทุนที่ราคาไม่ได้ขึ้นลงมากจนเราตกใจแทนครับ แต่อย่างที่พี่หมีบอกไปแล้ว ถ้าเราเข้าใจการลงทุนในระยะยาว เราก็อาจจะต้องอดทนมากขึ้น และวางแผนการเงินให้ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นครับ

6. ลงทุนในหลาย ๆ แหล่ง

เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินคนที่บอกว่าถ้าเราเก็บเงินไว้ที่เดียวจะอันตรายมาก ซึ่งจริงครับ การวางแผนการเงินที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการลงทุนในทรัพย์สินหลายอย่าง เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและกระจายอาการตกใจของเราครับ เช่นถ้าตอนนี้เพื่อน ๆ มีบ้านและมีบัญชีเงินออมทรัพย์ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าถือว่าเราได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 1 อย่างแล้วก็มีเงินสดเก็บไว้ 1 ที่ครับ แนะนำว่าพยายามหาแหล่งทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะถ้าเกิดอันนึงราคาตก อีกอันขึ้น เราก็ยังพอจะอุ่นใจได้อยู่ครับ

7. รักษาคะแนนความน่าเชื่อถือของตัวเองให้ดี

เมื่อเศรษฐกิจขาลง แน่นอนว่าคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือสูงก็จะได้รับอนุมัติเงินกู้ หรือเครดิตได้ง่ายกว่า พี่หมีเลยจะแนะนำให้เพื่อน ๆ วางแผนการเงินให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ สร้างนิสัยการจ่ายบิลให้ตรงเวลา อย่าเปลี่ยนบัตรเครดิตบ่อยและให้สัดส่วนหนี้กับเครดิตที่ได้มีเงินเหลือไว้เยอะๆครับ ซึ่งนิสัยแบบนี้ไม่ได้ดีเฉพาะเวลาขาลงเท่านั้น แต่เป็นนิสัยที่จะทำให้เราไม่ต้องเป็นหนี้ในช่วงเวลาปกติด้วยนั่นเองครับ
 

เศรษฐกิจขาลงดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ถ้าเราวางแผนการเงินให้ดี ก็สามารถป้องกันผลกระทบและรักษาทรัพย์สินของเราไว้ให้ดีได้ครับ เพราะการเก็บเงินและการลงทุนต้องใช้เวลาทั้งนั้น

 สนใจเรื่องวางแผนการเงิน คลิก


10 พฤศจิกายน 2561

เกษียณสุขใจ...เตรียมตัวอย่างไรดี


พูดถึงเรื่องเกษียณกันเยอะมากช่วงนี้ เพราะบ้านเราตอนนี้กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่มีจำนวนมากกว่าวัยทำงาน
เมื่อถึงวัยเกษียณทุกคนก้อคงอยากเกษียณกันแบบมีความสุขใจกันใช่มั้ยครับ ขอแนะนำ3วิธีวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณสุขใจไปใช้กันครับ


เกษียณสุขใจ วางแผนอย่างไรดี
วางแผนเกษียณควรแบ่งเงินเป็น 3 ส่วน
1) สร้างสวัสดิการค่ารักษา เพราะตอนแก่ยังไงก็ป่วย หาคนอื่นมาจ่ายแทนดีกว่า แล้วไม่ใช่ไปคิดซื้อเอาตอนแก่ เพราะทั้งแพง และอาจจะทำไม่ได้เพราะสุขภาพไม่ดี ทีนี้จ่ายอานเลยครับ เงินที่หามาทั้งชีวิตจ่ายให้โรงพยาบาลหมด แถมเดือดร้อนลูกหลาน(ถ้ามี) เงินส่วนนี้วางแผนด้วยประกันทั้งหลาย วางแผนดีๆก็ไม่ต้องจ่ายทิ้งด้วยครับ
2) ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ปัจจัย 4 ที่จำเป็น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่ ยารักษาโรค เงินก้อนนี้เป็น a must!! คือมันต้องมี ห้ามเสี่ยง ห้ามขาดทุน วางแผนเงินส่วนนี้ด้วย กองทุนรวมตลาดเงิน, ประกันบำนาญ จะให้ดีก็เอาแบบที่ลดภาษีได้ด้วย ได้เงินคือไปใช้ขำๆด้วยครับ
3) ลงทุนให้เงินโต เพื่อใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการ อยากเที่ยวก็ไป อยากกินอะไรก็กิน แต่ถ้าไม่มีส่วนนี้ก็ไม่ตาย ไม่เดือดร้อน พวกนี้จัดไปเลย หุ้น, กองทุนหุ้น, ทองคำ, อสังหาฯ
ไม่ได้ให้เลือกแบบใดแบบหนึ่งนะครับ ให้จัดสรรเป็นสัดส่วนให้ครบทุกแบบ ตามความจำเป็นและเหมาะสม แล้วคุณจะเกษียณแบบมีความสงบสุขทางใจ

12 กันยายน 2561

ทุกคนมีเงินล้านได้ แค่เปลี่ยนรายจ่ายเล็กน้อย ให้เป็นเงินออม


ทุกคนมีเงินล้านได้ แค่เปลี่ยนรายจ่ายเล็กน้อย ให้เป็นเงินออม และนำไปลงทุน



ลดการตามใจ ให้รายจ่ายเล็กน้อยที่เป็นประจำ นำมาออมด้วยการลงทุน แล้วคุณจะภูมิใจที่ได้มีเงินล้านในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะ 10ปี 20ปี หรือ30ปี แต่มีแน่นอน



สมัครร่วมงานที่ปรึกษาการเงิน https://form.jotform.me/62262198232454

12 สิงหาคม 2561

“วงจรชีวิตกับการเงิน”

สนใจวางแผนการเงิน คลิกเลยครับ

“วงจรชีวิตกับการเงิน”
สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นและเหตุผลที่ทุกๆคนควร “วางแผนการเงิน”
คุณ Sanjay Tolini ที่ปรึกษาการเงินชื่อดัง เขาอธิบายเรื่องวงจรชีวิตของคนได้อย่างเรียบง่ายและน่าสนใจ
ถ้าดูจากในภาพจะเห็นว่า “วงจรชีวิตกับการเงิน” แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ
ช่างที่ 1 : อายุ 0 – 20 ปี ช่วงเวลาของการเรียนรู้และเล่นในวัยเด็ก
ค่าใช้จ่ายทุกอย่างพ่อแม่เป็นคนดูแล
ช่วงที่ 2 : อายุ 20 – 40 ปี ช่วงเวลาเริ่มต้นการทำงานครั้งแรก
ซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก แต่งงาน มีลูก
ช่วงที่ 3 : อายุ 40 – 60 ปี มีการเติบโตในหน้าที่การงาน ย้ายงาน
ซื้อรถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ ส่งลูกเรียน ดูแลครอบครัว
ช่วงที่ 4 : อายุ 60 – 80 ปี ช่วงเกษียณจากการทำงาน
ถึงเวลาของการพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต
ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าครึ่งวงกลมด้านบนวัยเด็กและวัยเกษียณเป็นช่วงที่เรา “ไม่มีรายได้” แต่มี “ค่าใช้จ่าย”
ตอนเด็กยังมีพ่อแม่คอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ตอนเกษียณใครจะมาดูแล ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี
สมมติตอนนี้อายุ 25 คิดว่าจะทำงานถึงอายุ 60 เราจะมีระยะเวลาทำงานหารายได้ 60 – 25 = 35 ปี
ใน 35 ปีนี้เป็นช่วงที่ท้าทายมากๆ เพราะ เป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายต่างๆเข้ามาทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น รถ บ้าน แต่งงาน มีลูก และค่าใช่จ่ายที่ไม่จำเป็นอีกมากมาย
แต่มีกฎธรรมชาติ 4 อย่างที่ทุกคนต้องเจอ คือ
โรคภัย
อุบัติภัย
จากไป
อยู่นานเกินไป
ทั้ง 4 อย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีค่าใช้จ่ายตามมา
สิ่งสำคัญคือเมื่อเรารู้แล้วจะวางแผนรับมือกับมันอย่างไร?
เราคงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปวางแผนตั้งแต่เกิดได้แต่เราเริ่มต้นวันนี้ได้
ใช้เวลา 35 ปีที่เหลือวางแผนให้ดี เริ่มต้นได้แล้ว เพราะมันเป็นช่วงเวลาเดียวที่เหลืออยู่
ใครมีเวลาต้องเริ่มศึกษาและลงมือทำ
ใครไม่มีเวลายิ่งต้องแบ่งเวลามาศึกษาและลงมือทำ
เมื่อเวลาผ่านไปจะได้ไม่ต้องมาบอกกับตัวเองว่า
“รู้งี้….”

24 กรกฎาคม 2561

ทำงานมาก็นาน รู้มั้ยเราควรมี เงินออม เท่าไหร่?



มนุษย์เงินเดือน ส่วนใหญ่ทำงานหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ ก็เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัว บางคนทำงานทั้งวัน แต่เงินเดือนก็น้อยแบบเดือนชนเดือนอยู่ร่ำไป ส่วนหลายคนทำงานมาก็นมนานหลายสิบปี แต่ก็แทบจะไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่น้อย
เคยสงสัยไหมครับ ที่เราทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ ตัวเราเองควรจะมีเงินเก็บเท่าไหร่แล้ว และเงินเก็บที่เรามีอยู่ มันเพียงพอหรือยังที่จะเหลือใช้แบบสบายๆ ไปจนถึงวันข้างหน้าแล้วหรือยัง
สูตรคำนวณเงินออม ฉบับมนุษย์วัยทำงาน
หลายๆ คนต้องเคยสงสัยกันแน่ๆ ว่าเงินออมเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ามากพอ แล้วเราทำงานมานานขนาดนี้เราควรจะต้องมีเงินออมเท่าไหร่ดี ซึ่งมันก็มี สูตรคำนวณ คร่าวๆ ที่จะสามารถบอกคุณได้นะครับว่าทำงานมาขนาดนี้ ควรมีเงินออมเท่าไหร่แล้ว
เงินออมที่ควรมี = 2 x (อายุปัจจุบัน-อายุที่เริ่มทำงาน) x (เงินเดือนปัจจุบัน+เงินเดือนที่เริ่มทำงาน)
ตัวอย่าง
คุณกระต่ายทำงานมาตั้งแต่อายุ 22 ปี มีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ปัจจุบันคุณกระต่ายอายุ 34 ปี มีเงินเดือนปัจจุบัน 40,000 บาท จากข้อมูลนี้ คุณกระต่ายควรจะมีเงินออมอยู่ที่
2 x (34-22) x (40,000+15,000) = 1,320,000 บาท
ซึ่งเงินออมที่ว่า ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเงินสดเสมอไป 100% โดยเราควรแบ่งสัดส่วนไว้ในสินทรัพย์ต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายในการออมด้วย เช่น
สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น บ้าน ที่ดิน สินทรัพย์ให้เช่า เป็นต้น
สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สลากออมสิน เงินสด เงินฝากออมทรพย์ เงินฝากประจำ ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ เป็นต้น
คุณสามารถ สร้างอนาคตทางการเงิน ที่ดีได้ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้นะครับ เริ่มออมทีละนิดทีละหน่อย สักวันมันจะต้องไปถึงเป้าหมายที่คุณต้องการแน่นอน
#ACTIVE WEALTH
#สร้างมั่งคั่งอย่างมั่นคง

https://form.jotform.me/62262198232454

19 มิถุนายน 2561

อย่าฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคาร เพราะ…



เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก๋วยเตี๋ยวแถวบ้าน ชามละ 20 บาท ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าปัจจุบันนี้ ราคาก๋วยเตี๋ยวสูงถึงชามละ 40บาททีเดียว อะไรที่ทำให้ราคามันถีบ ตัวสูงขนาดนั้นล่ะ…
“เงินเฟ้อ” มันคือเงินเฟ้อ อธิบายง่ายๆ คือ ราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้น แต่ว่ามันสูงขึ้นเร็วเกินไปรึเปล่า แล้วมีผลกระทบอะไรกับเราล่ะ.. อยากให้เรามาดูตรงนี้กัน
ราคาก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่มขึ้น มานั่งคิดดูแล้ว ราคามันเพิ่มขึ้นเป็น2เท่าคิดเป็นอัตราทบต้น 3.6%ต่อปี ในขณะที่ถ้าฝากธนาคารกินดอกเบี้ย ฝากประจำโดยไม่ถอนเลย ถ้าได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี ทั้งๆที่เอาดอกเบี้ยไปฝากต่อด้วยนะ เงินของเราจะต้องใช้เวลาถึง 72ปี ถึงจะโตขึ้นเป็น2เท่า เงินหายไป ถูกขโมยไปด้วยภาษีดอกเบี้ย 15% และเงินเฟ้อคิดแค่3% เงิน 1ล้านที่เราฝากไว้ที่ธนาคารด้วยอัตราดอกเบี้ย1%ต่อปี ฝากทิ้งไว้ 5 ปีเงินหายไป 1 แสน ดังนั้น อย่าฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคารครับ

ใช่แล้วล่ะครับ.. ยิ่งฝากเงิน เงินของเรายิ่งด้อยค่าลง เพราะเงินมันเฟ้อ.. อัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ เค้ารวมรายการสินค้าหลายๆ ประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็อาจจะรวมถึงอะไร จิปาถะมากมาย แต่อย่างน้อย รู้ว่าสิ่งที่ต้องกินทุกวัน ราคามันสูงทวีคูณขึ้นไปมากทีเดียว..
หากแยกกลุ่มเฉพาะบางอย่างอัตราเงินเฟ้อสูงมาก เช่น ค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 10% ,ค่าการศึกษาสูงถึง7%
แล้วเราควรทำอย่างไร ควรลงทุนอะไร แล้วมันจะไม่เสี่ยงเหรอ.. ในข้อนี้คิดว่าฝากเงินเฉยๆ ดังที่กล่าวมา มันก็คือความเสี่ยงแล้ว แต่เป็นความเสี่ยงโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าจะลงทุน มันมีอะไรให้เราลงทุนบ้างล่ะ..
นึกคร่าวๆ วิธีที่คนทั้งหลายลงทุนกัน (แบบถูกกฎหมายและไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ) เห็นจะมี ฝากเงินเผื่อเรียก ฝากประจำ ลงทุนพันธบัตร ลงทุนตราสารหนี้ ลงทุนกองทุนรวม ประกันชีวิต ลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารทุน ที่เราชอบเรียกกันว่า “หุ้น” แล้วการลงทุนแต่ละประเภท ต่างกันอย่างไร..
ฝากเงินเผื่อเรียกกับฝากประจำ คงไม่ต้องอธิบาย ..
ลงทุนพันธบัตรกับตราสารหนี้ พันธบัตรก็คือตราสารหนี้ที่รัฐบาลเป็นคนออก ส่วนตราสารหนี้เอกชน เค้าก็เรียกสั้นๆ ว่า “หุ้นกู้” คือ มันไม่ได้เหมือนหุ้นซะทีเดียว คือ มันมีลักษณเหมือนซื้อสลากออมสิน คือมีเป็นเป็นก้อนเล็กๆ ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงก้อนใหญ่ๆ หลักพันล้านบาท แล้วก็ต้องถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน อาจจะมีแบบระยะเวลา 3 เดือน ไปจนถึง 100 ปี (หุ้นกู้ ปตท. อายุ 100 ปี ดอกเบี้ย 5.9% ต่อปี น่าจะขายหมดไปแล้ว คนที่ซื้อก็น่าจะเป็นพวกสถาบันการเงินกว้านไปจนหมด) คือ ถ้าเราซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ เราก็จะได้ดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอน ซึ่งจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะเริ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น จากการที่เราต้องรับผิดชอบเงินของตัวเองแล้ว ไม่เหมือนเงินฝากที่มันจะไม่สูญไป (ถ้าธนาคารไม่ล้ม) ดังนั้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลความเสี่ยงจึงน้อยที่สุด รองลงมาก็คือหุ้นกู้ของกิจการขนาดใหญ่ ก็คือพวกกลุ่มปตท. หรือเครือปูนซิเมนต์ไทย
ฝากประกันชีวิต เป็นการลงทุนแบบออมเงินและดูแลเราตอนป่วยเข้าโรงพยาบาล บางคนป่วยเพียงครั้งเดียวทุกอย่างที่สร้างมาก็หายไปกับตา หากยังมีแรงก็หาใหม่ แต่ถ้าไม่มีแรงจะทำอย่างไร? คงเป็นภาระให้กับลูกหลานต่อไป ประกันชีวิตคอยดูแลช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินขึ้นได้ ยามชราก็จะมีเงินไว้ใช้ ในบั้นปลายของชีวิต
สรุปความคิด – เงินเฟ้อกัดกร่อนเงินของเรา ขโมยเงินของเราไป ถ้าเราทำให้เงินงอกเร็วกว่าเงินเฟ้อไม่ได้ เงินของเราก็ด้อยค่าลงนั่นเองครับ


https://form.jotform.me/62262198232454

29 พฤษภาคม 2561

วางแผนการเงินตามความฝันและความต้องการในแต่ละช่วงว้ย



สนใจวางแผนการเงินการประกันภัย
ความต้องการในชีวิตมีด้วยกันหลายรูปแบบ และในความต้องการที่หลากหลายนั้น ก็ยังสามารถที่จะเตรียมการ และวางแผนก่อนที่เวลานั้นจะมาถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ ที่จะมีเงินออม เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เช่น การออมเพื่อการเกษียณ การออมเพื่อหวังผลตอบแทน การออมเพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เป็นต้น
โดยช่วงวัยของคนเราจะแปรผันไปตามอายุที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นภาระความรับผิดชอบทางการเงิน เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ที่พ่อแม่เป็นคนดูแลค่าใช้จ่าให้เป็นหลัก แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงวัยเด็ก ก็ต้องดูแลภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง จากนั้นเมื่อเริ่มต้นมีครอบครัว ก็ต้องดูแลครอบครัว เมื่อมีลูก ก็ต้องเตรียมเงินออมไว้เพื่อการศึกษาของลูก รวมถึงการวางแผนเตรียมการสำหรับการใช้ชีวิตในบั้นปลาย
การค้นหาความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน ในแต่ละช่วงวัยที่เกิดขึ้น จะมีส่วนสำคัญ ให้สามารถวางแผนทางการเงินได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการ และเป้าหมายได้ว่า ต้องการแบบประกันที่เน้นความคุ้มครองชีวิต เพื่อสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว หรือการประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุส่วนบุคคล เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน หากต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาล
วัยเด็กและวัยรุ่น (อายุประมาณ 0-20 ปี)
ุ วัยเด็กและวัยรุ่น เป็นวัยแห่งความบริสุทธิ์และความน่ารัก วัยนี้พัฒนามาจากวัยทารก เด็กเริ่มรู้จักและสนใจบุคคล สิ่งแวดล้อม สิ่งของ สามารถใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้หลากหลาย ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งความสามารถดังกล่าวกระตุ้นให้เด็กต้องการแสดงความสามารถที่มีอยู่ วัยนี้จึงมีลักษณะเด่นคือชอบแสดงความสามารถ ชอบอาสาช่วยเหลือ ช่างประจบ ซุกซน อยากรู้อยากเห็น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบปฏิเสธ ค่อนข้างดื้อ ต้องการมีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เริ่มรู้จักพึ่งพาตนเอง และไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การทำกิจกรรม การเรียนรู้เหตุผล สิ่งใดผิดถูก การเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง นอกจากนี้เด็กจะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนจากการพูดคุย การแสดงออก ความเฉลียวฉลาด ซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนด้วย
ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความซุกซน อยากรู้อยากเห็น
ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง
ต้องมีการพัฒนาการที่ดี ทั้งในเรื่องของการศึกษา และทางด้านจิตใจและอารมณ์
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
มีเงินออมไว้เพื่อใช้เกี่ยวกับการศึกษาในอนาคต
มีความคุ้มครองทางด้านรายได้ ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หากมิเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
ต้องการความคุ้มครองในเรื่องของอุบัติเหตุ และสุขภาพ
ข้อแนะนำช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น
แผนการออมเงินเพื่อการศึกษา
จะต้องเลือกวิธีการเก็บออม ที่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่า จะได้รับการศึกษาตามที่ต้องการได้ เพราะหลายๆเรื่องในชีวิต เราสามารถที่จะเลือกเสี่ยงได้ แต่เรื่องอนาคตทางการศึกษาของบุตร เราไม่ควรเสี่ยง
แผนการคุ้มครองอุบัติเหตุและสุขภาพ
เนื่องจากวันเด็ก เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น เป็นวัยที่ยังมีภาวะภูมิต้านทางเชื้อโรคที่ค่อนข้างน้อยกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ หรือโรคภัยไข้เจ็บย่อมมีมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของเด็ก โดยเฉพาะเด็กวัยที่อายุไม่เกิน 6 ปี จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูงมากๆ ซึ่งอาจกระทบถึงแผนการออมอื่นๆได้ด้วย

วัยเริ่มต้นทำงาน (อายุประมาณ 20-30 ปี)
เป็นช่วงที่มีความสุขกับการเริ่มมีอิสระ มีการงานและรายได้เป็นของตนเอง วัยเริ่มต้นทำงานมักชอบการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ค้นหาสิ่งที่อยากทำตามความฝันของตนเอง
มองโลกและอนาคตในเชิงบวก
มีพลังที่จะสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน
มองหาโอกาสและวางแผนการศึกษาต่อ
เริ่มมีความคิดอยากมีทรัพย์สิน ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สักคัน หรือบ้านสักหลัง
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
มีเงินออมไว้เพื่อใช้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในอนาคต
มีความคุ้มครองทางด้านรายได้ เมื่อยามที่ต้องหยุดพักรักษาตัว หรือทุพพลภาพ
ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย เมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
มีรายได้ต่อเนื่อง หลังการเกษียณอายุ
บิดา-มารดา ต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เมื่อต้องจากไปด้วยเหตุอันไม่คาดฝัน
ข้อแนะนำช่วงอายุเริ่มต้นทำงาน
แผนการออมเงินเพื่ออนาคต
จะต้องเลือกวิธีการเก็บออม ที่เป็นการเก็บออมระยะยาว เพื่อความมั่นคง และความมั่นใจในอนาคต การเก็บออมด้วยการประกันชีวิต จะช่วยแบ่งเบาความเสี่ยง ช่วยคุ้มครองเงินออมให้งอกเงยเพิ่มขึ้นตามที่หวังไว้
เงินออมไม่ใช่เงินที่เหลือเก็บ แต่ให้คิดไว้เสมอว่า เงินออมคือค่าใช้จ่าย เหมือนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ที่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับเงิน ให้เก็บไว้ทันที
แผนการออมเงินไว้ยามฉุกเฉิน
เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พรุ่งนี้อาจไม่สบาย ป่วยหนักถึงต้องนอนพักในโรงพยาบาล มีค่ารักษาที่สูงมาก ถ้าเราไม่มีเงินจำนวนหนึ่งสำรองไว้ ชีวิตจะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ปัญหานี้จะลดลงได้ถ้ามีเงินออมส่วนนี้เก็บไว้
วัยเริ่มต้นชีวิตคู่ (อายุประมาณ 25-35 ปี)
เป็นช่วงที่มีความสุขกับการมีคู่ชีวิต มีเพื่อร่วทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ผู้หญิงจะมีความสุข สนุกสนานกับการให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า ในขณะที่ผู้ชาย ก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ วัยเริ่มต้นชีวิตคถึงแม้บางครั้งยังมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่ต่างจากวัยโสดมากนัก
เริ่มต้นสร้างฐานะครอบครัว
ต้องการที่จะมีบ้านหรือที่อยู่อาศัย สำหรับการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว
เริ่มแสวงหาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้น หรืออยากเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว
มองหาแหล่งออมเงิน หรือสร้างรายได้เพื่อเตรียมเงินสำหรับการมีบุตร หรือขยายครอบครัวในอนาคต
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
สร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ให้กับครอบครัว
มีรายได้ไว้ใช้จ่ายภายในครอบครัว เมื่อยามที่ต้องหยุดพักรักษาตัว หรือทุพพลภาพ
ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่
มีเงินออมเพื่อใช้จ่ายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการมีบุตร การขยายครอบครัว หรือการเกษียณอายุ
ครอบครัวจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เมื่อคุณต้องจากไปด้วยเหตุอันไม่คาดฝัน
ข้อแนะนำช่วงอายุเริ่มต้นชีวิตคู่
วางแผนทางการเงินด้วยการทำประกันคุ้มครองรายได้ เพื่อคุณครอบครัว ในอนาคต 
การชำระเบี้ยประกันที่เหมาะสม ของผู้เอาประกันคือ ประมาณ 10% ของรายได้ต่อปี และทุนประกันที่จะคุ้มครอง ต้องพิจารณาจากภาระค่าใช้จ่าย และหนี้สินต่างๆที่ต้องรับผิดขอบ
วัยสร้างครอบครัวและมีบุตร (อายุประมาณ 31-45 ปี)
เป็นช่วงที่มีความสุขกับการมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำกิจกรรมกับคนที่คุณรัก เฝ้าดูลูกน้อยที่เติบโตขึ้นทุกวัน และมักให้ความสำคัญกับลูกๆเป็นหลัก เช่น การทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน การเรียนพิเศษ การท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มตระหนักถึงภาระต่างๆอย่างจริงจัง และจะเริ่มคิดถึงเรื่องเหล่อนี้เสมอ
การมีภาระความรับผิดชอบทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในครอบครัว
เริ่มมองหาอาชีพ หรือกิจกรรมเสริม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นของครอบครัว
มองหารูปแบบการสร้างความมั่งคั่ง เพื่อรองรับอนาคตของครอบครัว
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
มีเงินก้อน สำหรับอนาคตการศึกษาบุตรวัยสร้างครอบครัวและมีบุตร
ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
สามารถบริหารจัดการด้านการเงินในปัจจุบัน และเงินออมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อการเกษียณอายุ และการวางแผนด้านทรัพย์สินมรดก
มีช่องทางในการบริหารภาษี และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ
ครอบครัวจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เมื่อคุณต้องจากไปด้วยเหตุอันไม่คาดฝัน
ข้อแนะนำช่วงอายุเริ่มต้นทำงาน
ช่วงชีวิตคู่และการสร้างครอบครัว และสร้างความมั่งคั่ง ให้ทบทวนโดยการตรวจสอบแผนการเงินที่ทำไว้เดิม ว่าเพียงพอหรือไม่ หรือจะต้องทำเพิ่มเติมอย่างไร และการวางแผนด้านการศึกษาในอนาคตของลูกๆ
วัยสร้างความมั่นคง (อายุประมาณ 40-60 ปี)
เป็นช่วงที่มีความสุขและความภาคภูมใจ ที่ได้เห็นบุคคลในครอบครัวประสบความสำเร็จ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการที่จะให้การศึกษาขั้นสูงแก่บุตร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงและมั่นคง ให้กับลูกๆ วัยสร้างความมั่นคงซึ่งมักจะต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เสมอ
ลูกๆเริ่มแยกตัวไปอยู่อิสระ หรือไปสร้างครอบครัวใหม่
เริ่มมีอิสรภาพทางการเงินมากขึ้น และเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับภาระต่างๆ เมื่อลูกๆใกล้จบการศึกษา
ต้องการสะสมเงินทุนไว้ใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือสำหรับการท่องเที่ยว
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
สามารถบริหารจัดการด้านภาษี และวางแผนรองรับความเสี่ยงของธุรกิจ เพื่อให้สืบทอดสู่ทายาทได้
มีเงินออมเพื่อไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ และเป็นกองทุนมรดกให้กับลูกหลาน
มีแหล่งที่มาของรายได้จากการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ
ครอบครัวจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เมื่อคุณต้องจากไปด้วยเหตุอันไม่คาดฝัน
ข้อแนะนำช่วงอายุเริ่มต้นทำงาน
การวางแผนประกันชีวิต สำหรับชีวิตในอนาคตหลังเกษียณอายุอย่างรอบคอบ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่า อายุหลังเกษียณอาจยาวนานกว่าระยะเวลาที่เก็บออมก่อนเกษียณ
วัยหลังเกษียณ (อายุประมาณ 55-70 ปี)
เป็นช่วงวัยที่เริ่มปล่อยวางกับธุรกิจ หรือการงานที่ทำอยู่ และกลับมีความสุขกับการได้ทำกิจกรรมต่างๆ กับครอบครัว ซึ่งอาจเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งลูกและหลานๆแล้ว และเตรียมการใช้ชีวิตในวัยหลังเกษียณจากเงินออมหรือเงินบำนาญ หรืออาจมีรายได้จากการทำธุรกิจอยู่ แต่สิ่งที่ต้องเผชิญคือ
อาจต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียว ด้วยสาเหตุแห่งการเสียชีวิตของคู่สมรส หรือการหย่าร้าง
อาจยังต้องทำงานอยู่ เพื่อเก็บออมเงินให้มากขึ้น สำหรับเป็นมรดกให้กับลูกหลาน หรือไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย
ยังได้รับเงินบำนาญทุกเดือน แต่เงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย จึงต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นวัยหลังเกษียณ
ความฝันและความต้องการทางการเงิน
มีชีวิตสนุกกับการท่องเที่ยวหลังเกษียณอายุ หรือทำกิจกรรมกับหลานๆ โดยไม่ต้องกังวลกับภาระค่าใช้จ่าย
ยังมีรายได้ประจำอย่างต่อเนื่องหลังเกษียณ และใช้ชีวิตกับการนั่งบริหารพอร์ตการลงทุน อยู่กับบ้านอย่างสบายใจ
สามารถบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลาน
คนที่อยู่ข้างหลังจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เมื่อคุณต้องจากไปด้วยเหตุอันไม่คาดฝัน
ข้อแนะนำช่วงอายุหลังเกษียณ
ทำประกันชีวิต และซื้อความคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรง เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหลาน และเพื่อความสุขกับวัยเกษียณอย่างเต็มที่ ด้วยการท่องเที่ยว พักผ่อน เฝ้าดูความสำเร็จของลูกหลาน 
สุขภาพมีเพียงหนึ่งเดียว ที่จะต้องดูแลให้ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพของทุกคนในครอบครัว คืออุปสรรคของการออมเงิน อย่าให้การเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียว ต้องทำให้เงินออมที่สะสมมาทั้งชีวิตต้องหมดไป
เลือกแบบประกันชีวิตที่ตรงกับความต้องการ
เพื่อการเก็บออม เป็นการเก็บออมเงินที่ให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุด ที่สามารถมั่นใจได้ว่า จะมีเงินเก็บไว้ใช้สำหรับอนาคตของคุณและครอบครัวอย่างแน่นอน
เพื่อความคุ้มครองชีวิต เหมาะสมกับผู้ที่มีภาระความรับผิดชอบ ไม่อยากให้คนข้างหลังต้องลำบาก สร้างหลักประกันชีวิตไว้ให้กับคนที่คุณรัก
เพื่อเป็นทุนการศึกษา สร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ที่ไม่คาดคิดในวันข้างหน้า ลูกหลานก็จะได้ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จจนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ประกันสุขภาพจะช่วยแบ่งเบาภารค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล เช่นค่ารักษา ค่าผ่าตัด รวมทั้งมีค่าชดเชยที่ไม่สามารถทำงานได้อีกด้วย
เพื่อความคุ้มครองอุบัติเหตุ อุบัติเหตุคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด การประกันอุบัติเหตุเป็นหลักประกัน เพื่อให้ความอุ่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บริษัทประกันจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตามความคุ้มครองที่ทำไว้

สนใจวางแผนการเงิน คลิก 


15 พฤษภาคม 2561

5 นิสัยการใช้เงิน คนจะจน vs คนจะรวย


จากหนังสือ START LATE FINISH RISH เริ่มต้นช้าใช่ว่าจะรวยไม่ได้ คุณเดวิด บาค แบ่งนิสัยการใช้เงินโดยใช้หลักการ รู้หา รู้ใช้ รู้ออม รู้ลงทุน มาบริหารจัดการ ซึ่งส่งผลต่อชะตาชีวิตเราว่าจะเป็นคนจน หรือ คนรวย


 เราจะทำการไล่ไปทีละนิสัยเพื่อให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และเข้าใจว่าทำไมนิสัยแต่ละแบบจึงกำหนด     ชะตาชีวิตของคุณแน่นอน และจะเปลี่ยนแปลงมันได้ด้วยกลยุทธ์อะไรดี
โดย 20 % เป็นเงินออม อีก 30 % นำไปลงทุน ในกองทุนหรือธุรกิจที่ให้ผลประโยชน์งอกเงยตามหลัก "ให้เงินทำงาน  เพื่อคุณ"

ใช้เงินเท่ากับที่หาได้ ทำไมถึงจน ? 
      นิสัยนี้ คนเข้าใจกันผิดมาก ๆ ว่า "ดีแล้วนี่  ไม่เห็นน่าเดือดร้อนเลย" ปัญหาคือ ถ้าคุณหาได้ 100 ก็ใช้ 100 คุณจะไม่มี
    เงินเก็บสำรองยามฉุกเฉินเลย ดังนั้นคุณควรเปลี่ยนตัวเองจากนิสัย "หา 100 ใช้ 100" ตั้งแต่วันนี้เลย ตามขั้นตอนนี้
    1 เริ่มลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
คนเราเข้าใจผิดมาตลอดว่า "ถ้าอยากรวยต้องหาเงินเพิ่ม" ผิด ผิด ผิด! ผิดหลักการบริหารเงินส่วนตัวทุกคนทุกครูอาจารย์
    ในโลก เพราะเรากำลังพึ่งพาอำนาจนอกตัวเรา คือคนที่จ้างงานเราแทนที่จะเริ่มต้นที่ตัวเองก่อนคือการตัดรายจ่าย ซึ่งได้ผลที่สุด  เร็วที่สุด ไม่ต้องรอใคร

    
2 ปลูกฝังนิสัย ได้เงินมาปั๊บ หัก 10 % เป็นเงินออมเลย    
เมื่อทำได้ครึ่งปีแล้วค่อยเพิ่มเป็น 15 และ 20 % ในที่สุด ห้ามเถลไถลกำเงินแล้ว "ขอซื้อของก่อนน่า" เด็ดขาด!
    3 นำเงินออมนั้นเข้าบัญชีแยกต่างหาก                  
เข้าบัญชีที่สามารถถอนเงินได้ไม่ต้องขอ ไม่ใช่เข้ากองทุนที่ ปีถึงมีสิทธิ์ถอน เพราะนี่คือเงินออมฉุกเฉิน ยังไม่ใช่
     เงินลงทุน และที่ต้องแยกบัญชีต่างหากเพราะเจ้าของเงินจะได้เห็นตัวเลขเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่ฝากเพิ่ม ทำให้เกิดกำลังใจ
     ผลักดันให้คุณรู้ว่าการสร้างนิสัยใหม่ให้ผลคุ้มค่าน่าชื่นใจอย่างนี้เอง ก็จะมีมานะอยากทำดีขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นสมุดบัญชีแล้วดีใจจัง แทนที่จะหวาดกลัวไม่กล้าอัพเดทบุ๊คเหมือนที่ผ่านมา
     4 ทุกครั้งที่หักเงินออมแล้วนำเข้าธนาคารจงชมเชยตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจ
คนเรามักเข้าใจผิดว่า เมื่อทำอะไรสำเร็จต้องให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อของหรือปรนเปรอด้วยความหรู ความแพง

      ผิด! การให้รางวัลตัวเองที่ดีที่สุดคือการ "สร้างอนาคตที่ดี" ให้ตัวคุณ และเมื่อคุณกำลังสร้างอนาคตทีละขั้น ๆ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้คุณเกิดพลังกายและใจ คือ
"หัดชมชยตัวเองทุกครั้งที่เราทำดี " การชมเชยตัวเองคือการให้พลังแก่จิตวิญญาณข้างใน
    ของคุณชนิดหาค่ามิได้ มันบอกนิสัยรักตัวเองอย่างชัดเจนเลย และคนรักตัวเองจริง ๆ ก็จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์แต่สิ่งดี ๆ สู่ชีวิตและยอมขจัดหรือโละสิ่งอันไม่พึงปรารถนาหรือบั่นทอนชีวิตออกไปอย่างไม่ลังเล ที่สำคัญ การชมเชยตัวเองจะช่วยย้ำจิตคุณว่าคุณทำสิ่งที่ดีงามแล้ว จิตก็จะอยากทำดีต่อไปและเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
     5 อย่านำเงินออมนี้ไปให้รางวัลตัวเองด้วยของฟุ่มเฟือยเด็ดขาด
เพราะหลายคนพอเห็นเงินออมเริ่มเติบโตขึ้น จะถอนไปเล่นแชร์ เล่นหุ้น ซื้อของแพง ๆ ที่อยากได้ ไม่ใช่ ผิดวัตถุ

     ประสงค์ เงินออมนี้ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เช่น ตกงานกระทันหัน ที่บ้านป่วย รถเสียต้องซ่อม ยกเครื่อง ฯลฯ
     กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณเปลี่ยนจากความเชื่อแบบ "ใช้เงินพอดีกับรายได้ ไม่เห็นเดือดร้อน" มาเป็น  คนที่เห็นคุณค่าของการออมเงิน ต้องอาศัยการชมเชยตัวเองบวกกับวินัย